วิธีเก็บเงิน 1,000 ดอลลาร์ ใน 3 เดือน: 4 วิธีทำได้จริง โดย Cash Book
คำตอบแบบรวดเร็ว
การเก็บเงิน 1,000 ดอลลาร์ใน 3 เดือน คิดเป็น 333 ดอลลาร์ต่อเดือน 77 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 11 ดอลลาร์ต่อวัน คนส่วนใหญ่ทำได้โดยการปรับเปลี่ยน 4 ส่วน: ปรับนิสัยการใช้จ่ายรายวัน (วันละ 3 ถึง 8 ดอลลาร์ คิดเป็น 90 ถึง 240 ดอลลาร์ต่อเดือน), พักการสมัครสมาชิกที่ไม่จำเป็น, กำหนดงบรายสัปดาห์สำหรับการทานอาหารนอกบ้าน และรายได้พิเศษครั้งเดียว เช่น การขายของที่ไม่ใช้แล้ว ให้โอนเงินเข้าบัญชีแยกต่างหากทันทีที่ได้รับเงินเดือน หากสัปดาห์ไหนทำไม่ได้ตามเป้า ให้คำนวณใหม่ตามจำนวนสัปดาห์ที่เหลือ แทนที่จะพยายามออมทบยอด
การเก็บเงิน 1,000 ดอลลาร์ใน 3 เดือน คิดเป็น 333 ดอลลาร์ต่อเดือน 77 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 11 ดอลลาร์ต่อวัน หากมองเป็นก้อนใหญ่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อแบ่งเป็น 4 แหล่งที่มา มันจะกลายเป็นเพียงการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้ง่าย คู่มือนี้จะพาคุณไปดูแหล่งที่มาทั้ง 4 พร้อมตัวเลขประกอบ วางแผน 13 สัปดาห์ และวิธีรับมือเมื่อทำไม่ได้ตามเป้าในบางสัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เครื่องคำนวณเป้าหมายการออม จะช่วยเปลี่ยนสิ่งที่คุณหาได้ให้เป็นวันที่เป้าหมายสำเร็จ และหาก 3 เดือนเร็วเกินไป มันจะบอกวันที่เป็นไปได้จริงให้คุณทราบ
ทำไมเป้าหมายนี้ถึงเป็นจุดเริ่มต้นที่คนส่วนใหญ่เลือก
เงินหนึ่งพันดอลลาร์อาจไม่ใช่เงินสำรองฉุกเฉินเต็มรูปแบบตามคำแนะนำของ CFPB ที่มักหมายถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นหลายเดือน แต่เป็นจำนวนเงินที่ช่วยสร้างความอุ่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมรถ ค่าทำฟัน หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินอื่นๆ ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในงบนี้ ผลสำรวจของธนาคารกลางสหรัฐฯ พบว่าผู้ใหญ่จำนวนมากไม่สามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ได้ การมีเงิน 1,000 ดอลลาร์จะช่วยให้คุณก้าวข้ามกลุ่มนั้น และระยะเวลา 3 เดือนก็เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายแต่เป็นไปได้จริง
การคำนวณ
นำ 1,000 ดอลลาร์ ลบด้วยเงินที่มีอยู่แล้ว หารด้วย 3 จะได้ยอดต่อเดือน หากเริ่มจากศูนย์คือ 333 ดอลลาร์ต่อเดือน หารด้วย 13 สัปดาห์ คือ 77 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ หรือหารด้วย 91 วัน คือ 10.99 ดอลลาร์ต่อวัน
ตัวเลขรายวันมีประโยชน์ที่สุด เพราะเงินมักจะถูกหามาได้จากการปรับลดการใช้จ่ายรายวัน ไม่ใช่การตัดงบก้อนใหญ่ 11 ดอลลาร์ต่อวัน อาจหมายถึงการทำอาหารกลางวันไปเองแทนการซื้อ หรือลดกาแฟและขนมขบเคี้ยว เป้าหมายของการคิดเป็นรายวันไม่ใช่เพื่อให้คุณต้องออมให้เป๊ะทุกวัน แต่เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ดูไม่น่ากลัวจนเกินไป
4 แหล่งที่มาเพื่อหาเงิน 77 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์
น้อยคนที่จะหาเงินได้จากแหล่งเดียว แผนนี้คือการดึงเงินจากแต่ละส่วนมารวมกันจนครบยอดรายสัปดาห์
1. ปรับนิสัยรายวัน: ตารางนิสัยในเครื่องคำนวณแสดงให้เห็นว่า: 3 ดอลลาร์ต่อวัน คือ 90 ดอลลาร์ต่อเดือน, 5 ดอลลาร์ คือ 150 ดอลลาร์, 8 ดอลลาร์ คือ 240 ดอลลาร์ นิสัยที่มักนำมาปรับได้ง่ายที่สุดคือค่าอาหารที่ซื้อกินสะดวก เช่น มื้อเที่ยง กาแฟ หรือบริการเดลิเวอรี่ วิธีหยุดการซื้อของตามอารมณ์ จะช่วยให้คุณเห็นการใช้จ่ายเหล่านี้และตัดสินใจเลี่ยงได้ทันเวลา
2. พักการสมัครสมาชิกชั่วคราว: หลายครัวเรือนมีการสมัครสมาชิกที่ลืมไปแล้วรวมกัน 30 ถึง 60 ดอลลาร์ต่อเดือน การพักไว้ 3 เดือนไม่ใช่การยกเลิกถาวร แต่เป็นการช่วยออมเงินได้จริง เครื่องคำนวณค่าสมาชิก จะช่วยรวมยอด และ การติดตามการสมัครสมาชิกและบิลรายเดือน จะช่วยหาว่ามีรายการไหนแอบซ่อนอยู่บ้าง
3. กำหนดงบรายสัปดาห์: การทานอาหารนอกบ้านเป็นตัวเลือกหลัก หากปกติใช้ 80 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์และจำกัดไว้ที่ 40 ดอลลาร์ คุณจะประหยัดได้ 40 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 173 ดอลลาร์ต่อเดือน การกำหนดงบรายแท็กใน งบประมาณ ของ Cash Book จะช่วยให้คุณเห็นแถบสถานะที่เปลี่ยนเป็นสีแดงหากใช้เกิน
4. รายได้พิเศษครั้งเดียว: เช่น การขายของที่ไม่ใช้แล้ว การขอเงินคืน หรือรายได้เสริม รายได้ 150 ดอลลาร์ในเดือนแรกจะช่วยลดภาระในอีก 3 ส่วนที่เหลือได้มาก
ตัวอย่างการผสมผสาน: ปรับนิสัยรายวัน 4 ดอลลาร์ (120 ดอลลาร์/เดือน), พักสมาชิก 1 รายการ (15 ดอลลาร์), จำกัดงบอาหารนอกบ้าน (ประหยัด 40 ดอลลาร์/สัปดาห์ หรือ 173 ดอลลาร์/เดือน) และรายได้พิเศษ 150 ดอลลาร์ในเดือนแรก รวมแล้วจะได้มากกว่า 1,000 ดอลลาร์ภายใน 3 เดือน
แผน 13 สัปดาห์
โอนเงินเข้าบัญชีแยกต่างหากทุกสัปดาห์ในวันที่ได้รับเงินเดือนหรือวันที่นับเงินจากนิสัยที่ปรับได้ การแยกบัญชีคือหัวใจสำคัญที่สุด
| สัปดาห์ | ยอดเงินเป้าหมาย | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| 1 | 77 ดอลลาร์ | เริ่มปรับนิสัยรายวัน บันทึกไว้ |
| 2 | 154 ดอลลาร์ | พักการสมัครสมาชิก |
| 3 | 231 ดอลลาร์ | ตั้งงบรายแท็กสำหรับอาหารนอกบ้าน |
| 4 | 308 ดอลลาร์ | จบเดือนแรก คำนวณใหม่ |
| 5 | 385 ดอลลาร์ | |
| 6 | 462 ดอลลาร์ | สัปดาห์ที่มักจะท้อ ให้ดูยอดเงิน ไม่ใช่ความรู้สึก |
| 7 | 539 ดอลลาร์ | |
| 8 | 616 ดอลลาร์ | จบเดือนที่สอง มีรายได้พิเศษเข้ามาไหม? |
| 9 | 693 ดอลลาร์ | |
| 10 | 770 ดอลลาร์ | |
| 11 | 847 ดอลลาร์ | |
| 12 | 924 ดอลลาร์ | |
| 13 | 1,001 ดอลลาร์ |
สัปดาห์ที่ 6 คือช่วงที่คนส่วนใหญ่มักจะหยุดทำ ให้ดูยอดเงินใน บัญชีและมูลค่าสุทธิ ของ Cash Book เป็นหลัก การบันทึกการโอนเงินทุกสัปดาห์จะช่วยให้คุณเห็นความคืบหน้าชัดเจนบนหน้าจอเดียว
เมื่อพลาดเป้าในบางสัปดาห์
เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้น อย่าพยายามออมทบยอดในสัปดาห์ถัดไปเพราะจะทำให้ตัวเลขดูหนักเกินไป ให้คำนวณใหม่: (1,000 ดอลลาร์ - ยอดเงินปัจจุบัน) หารด้วยจำนวนสัปดาห์ที่เหลือ การเพิ่มเงินเพียงเล็กน้อยต่อสัปดาห์นั้นทำได้ง่ายกว่า หรือจะยอมรับว่าเป้าหมายจะสำเร็จช้าไป 1 สัปดาห์ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย สิ่งสำคัญคือแผนยังคงดำเนินต่อไปได้
ทำไมการบันทึกถึงสำคัญ
ทุกแหล่งที่มาในคู่มือนี้ขึ้นอยู่กับการรู้ยอดใช้จ่ายทันทีที่จ่ายไป คุณไม่สามารถปรับนิสัยได้หากไม่รู้ว่าจ่ายไปเมื่อไหร่ Cash Book ถูกออกแบบมาให้บันทึกได้รวดเร็ว: บันทึกด้วยเสียง ใช้เวลาเพียง 3 วินาที กล้องอ่านใบเสร็จได้ และการแตะ Apple Pay ก็บันทึกได้อัตโนมัติ การตรวจสอบรายสัปดาห์จึงทำได้เพียงแค่เหลือบมองหน้าจอหลัก
สรุป
การเก็บเงิน 1,000 ดอลลาร์ใน 3 เดือน คือ 77 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ จาก 4 แหล่งที่มา: ปรับนิสัยรายวัน, พักสมาชิก, จำกัดงบรายสัปดาห์ และรายได้พิเศษ โอนเงินเข้าบัญชีแยกต่างหากทุกสัปดาห์ ติดตามยอดเงินตามตาราง 13 สัปดาห์ และหากสัปดาห์ไหนพลาด ให้คำนวณใหม่แทนการออมทบ หาก 4 แหล่งนี้ไม่ถึง 77 ดอลลาร์ การขยายเวลาออกไปคือแผนที่จริงใจที่สุด และ ใช้เวลานานแค่ไหนในการเก็บเงิน มีสูตรและตารางอ้างอิงให้คุณใช้
ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ
คำถามที่พบบ่อย
การเก็บเงิน 1,000 ดอลลาร์ ใน 3 เดือน เป็นไปได้จริงหรือ?
สำหรับหลายคนถือว่าเป็นไปได้ แต่สำหรับบางคนอาจต้องใช้เวลามากกว่านั้น 333 ดอลลาร์ต่อเดือนถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงหากงบประมาณจำกัด บททดสอบคือแหล่งเงินออมทั้ง 4 แหล่งในคู่มือนี้รวมกันได้ 77 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์โดยไม่กระทบค่าเช่าหรือค่าอาหารหรือไม่ หากไม่เป็นเช่นนั้น การขยายระยะเวลาออกไปคือแผนที่ตรงไปตรงมาที่สุด และเครื่องคำนวณจะช่วยบอกวันที่คุณจะทำสำเร็จได้
ทำไมต้องเป็น 1,000 ดอลลาร์?
เพราะเป็นจำนวนเงินที่ช่วยสร้างความอุ่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน ผลสำรวจของธนาคารกลางสหรัฐฯ พบว่าผู้ใหญ่จำนวนมากไม่สามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ได้ เงิน 1,000 ดอลลาร์ครอบคลุมเหตุการณ์ไม่คาดฝันส่วนใหญ่ที่มักต้องพึ่งพาบัตรเครดิต และเป็นเป้าหมายที่ทำได้จริงภายในหนึ่งไตรมาส
ควรเก็บเงิน 1,000 ดอลลาร์ไว้ที่ไหนระหว่างที่ออม?
ควรเก็บไว้ในบัญชีที่แยกจากบัญชีที่ใช้จ่ายปกติ เพื่อไม่ให้ยอดเงินปะปนกัน คำแนะนำจาก CFPB เน้นย้ำเรื่องการแยกบัญชีเป็นสำคัญ ส่วนประเภทบัญชีที่เหมาะสมกับคุณนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ส่วนบุคคล ซึ่งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน
ถ้าหาเงินออมได้แค่ 200 ดอลลาร์ต่อเดือนล่ะ?
ถ้าอย่างนั้นการเก็บ 1,000 ดอลลาร์จะใช้เวลา 5 เดือน ซึ่งก็เป็นแผนที่ดีเช่นกัน เครื่องคำนวณจะเปลี่ยนยอดเงินออมของคุณให้เป็นวันที่เป้าหมายสำเร็จ การออมอย่างต่อเนื่อง 5 เดือนมีค่ามากกว่าการออม 333 ดอลลาร์เพียงเดือนเดียวแล้วล้มเลิก เมื่อมีเงินสำรองก้อนแรกแล้ว ยอด 200 ดอลลาร์ต่อเดือนเดิมจะช่วยให้เป้าหมายถัดไปเริ่มต้นได้เร็วขึ้น
ควรปิดหนี้หรือเก็บเงิน 1,000 ดอลลาร์ก่อนดี?
ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย ขนาดของหนี้ และสถานการณ์ของคุณ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ คำแนะนำทั่วไปจาก CFPB มักระบุว่าการมีเงินสำรองก้อนเล็กๆ แม้เพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ก็คุ้มค่า เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุฉุกเฉินครั้งต่อไปกลายเป็นหนี้เพิ่ม โดยที่ยังคงต้องชำระหนี้ขั้นต่ำให้ครบถ้วน
จะทำอย่างไรให้ทำต่อเนื่องได้หลังสัปดาห์ที่หก?
ตั้งโอนเงินอัตโนมัติในวันที่เงินเดือนออกก่อนที่คุณจะนำไปใช้จ่าย และตรวจสอบยอดเงินออมเทียบกับแผน 13 สัปดาห์สัปดาห์ละครั้ง การติดตามยอดเงินคือสิ่งที่ช่วยรักษาความสม่ำเสมอ หากสัปดาห์ไหนพลาดไป ให้คำนวณใหม่สำหรับสัปดาห์ที่เหลือแล้วทำต่อ แทนที่จะหยุดไปเลย
อ้างอิงจาก
ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ