วิธีคำนวณระยะเวลาออมเงินให้ถึงเป้าหมาย พร้อมตารางอ้างอิง | Cash Book
คำตอบแบบรวดเร็ว
ระยะเวลาในการออมเงินให้ถึงเป้าหมาย คือยอดเงินที่เหลือหารด้วยจำนวนเงินที่คุณออมได้ในแต่ละเดือน แล้วปัดเศษขึ้นเป็นจำนวนเดือนเต็ม เช่น หากต้องการออม $4,500 โดยออมเดือนละ $250 จะใช้เวลา 18 เดือน ดอกเบี้ยจากบัญชีออมทรัพย์มีผลน้อยมากในช่วงเวลาไม่เกินสองปี จึงไม่จำเป็นต้องนำมาคำนวณ สิ่งที่ช่วยให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้นคือการเพิ่มเงินออม โดยเฉพาะการเปลี่ยนนิสัยการใช้จ่ายรายวันมาเป็นเงินออม เช่น การลดค่าใช้จ่าย $5 ต่อวัน ซึ่งเท่ากับ $150 ต่อเดือน จะช่วยให้เป้าหมาย 18 เดือนลดลงเหลือ 12 เดือน
คำถามในหัวข้อนี้มีคำตอบสั้นๆ คือ ให้นำยอดเงินที่ยังขาดอยู่หารด้วยจำนวนเงินที่คุณสามารถออมได้ในแต่ละเดือน แล้วปัดเศษขึ้น ส่วนเนื้อหาที่เหลือในคู่มือนี้จะกล่าวถึงปัจจัยทั้งสองที่ใช้ในการคำนวณ เพราะนั่นคือจุดที่แผนการเงินของคุณจะมีความเป็นจริงหรือไม่ เครื่องมือคำนวณเป้าหมายการออม จะช่วยคำนวณสูตรและระบุเดือนที่คุณจะถึงเป้าหมาย ส่วนคู่มือนี้จะให้ตารางอ้างอิง ปัจจัย 4 ประการที่ส่งผลต่อระยะเวลา และเหตุผลที่เครื่องมือคำนวณไม่นำดอกเบี้ยมาคิด
สูตรการคำนวณ
จำนวนเดือนที่ต้องใช้เท่ากับยอดเงินที่เหลือ (เป้าหมายลบด้วยเงินที่ออมไว้แล้ว) หารด้วยเงินออมรายเดือน แล้วปัดเศษขึ้นเป็นจำนวนเดือนเต็ม
ตัวอย่างเช่น ออมเงิน $4,500 โดยออมเดือนละ $250: นำ 4,500 หารด้วย 250 ได้ 18 ดังนั้นใช้เวลา 18 เดือน หากออมเดือนละ $400 จะได้ 11.25 ปัดเศษขึ้นเป็น 12 เดือน การปัดเศษขึ้นเพราะคุณจะถึงเป้าหมายหลังจากโอนเงินครบตามจำนวนนั้นแล้ว
วันที่ถึงเป้าหมายคือวันนี้บวกด้วยจำนวนเดือนที่คำนวณได้ หากวันนี้คือเดือนกันยายน 2026 ระยะเวลา 18 เดือนจะไปถึงเป้าหมายในเดือนมีนาคม 2028
ในทางกลับกัน หากต้องการทราบเงินออมรายเดือนสำหรับวันที่กำหนดไว้แล้ว ให้ใช้สูตร: ยอดเงินที่เหลือหารด้วยจำนวนเดือนที่เหลืออยู่ เช่น ต้องการ $4,500 ใน 9 เดือน ต้องออมเดือนละ $500 เครื่องมือคำนวณของเราสามารถคำนวณได้ทั้งสองทิศทางจากข้อมูลทั้ง 3 ส่วนนี้
ตารางอ้างอิง
จำนวนเดือนที่ต้องใช้ตามระดับเงินออมรายเดือน 5 ระดับ โปรดหักเงินที่ออมไว้แล้วออกจากเป้าหมายก่อนดูตาราง
| เป้าหมาย | ออมเดือนละ $100 | ออมเดือนละ $200 | ออมเดือนละ $300 | ออมเดือนละ $500 | ออมเดือนละ $800 |
|---|---|---|---|---|---|
| $1,000 | 10 เดือน | 5 เดือน | 4 เดือน | 2 เดือน | 2 เดือน |
| $2,500 | 25 เดือน | 13 เดือน | 9 เดือน | 5 เดือน | 4 เดือน |
| $5,000 | 50 เดือน | 25 เดือน | 17 เดือน | 10 เดือน | 7 เดือน |
| $7,500 | 75 เดือน | 38 เดือน | 25 เดือน | 15 เดือน | 10 เดือน |
| $10,000 | 100 เดือน | 50 เดือน | 34 เดือน | 20 เดือน | 13 เดือน |
| $20,000 | 200 เดือน | 100 เดือน | 67 เดือน | 40 เดือน | 25 เดือน |
มีสองสิ่งที่น่าสังเกต คือการเพิ่มเงินออมเป็นสองเท่าจะช่วยลดระยะเวลาลงครึ่งหนึ่งพอดีในทุกกรณี และในคอลัมน์ซ้ายสุด การออมเดือนละ $100 เพื่อเป้าหมาย $10,000 เป็นแผนระยะยาวที่กินเวลาหลายปี ซึ่งในความเป็นจริงมูลค่าของเป้าหมายอาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วเมื่อถึงเวลานั้น
ทำไมเครื่องมือคำนวณถึงไม่นำดอกเบี้ยมาคิด
บัญชีออมทรัพย์มีดอกเบี้ย แต่เครื่องมือคำนวณของเราไม่นำมาคิดด้วยเหตุผล 3 ประการ
ผลของดอกเบี้ยมีน้อยมากสำหรับเป้าหมายส่วนใหญ่ ในระยะเวลา 18 เดือน ดอกเบี้ยจากบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปที่สะสมจากศูนย์จนถึง $4,500 จะมีค่าเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งแผนการเงินมักไม่มีความแม่นยำถึงระดับสัปดาห์อยู่แล้ว
การใส่ช่องอัตราดอกเบี้ยจะทำให้เกิดความแม่นยำที่หลอกตา ทันทีที่แผนบอกว่าใช้เวลา 17.4 เดือนแทนที่จะเป็น 18 เดือน มันจะดูเหมือนการพยากรณ์มากกว่าการประมาณการ ซึ่งไม่มีใครทราบจำนวนเงินออมที่แน่นอนได้ถึงทศนิยม
การไม่นำดอกเบี้ยมาคิดถือเป็นแนวทางที่ปลอดภัย หากได้รับดอกเบี้ยจริงถือเป็นกำไรที่ทำให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ถ้าคำนวณรวมไปแล้วแต่ทำไม่ได้ตามเป้าจะกลายเป็นความผิดพลาด
สำหรับเป้าหมายระยะยาวตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป มีสองปัจจัยที่เริ่มมีผลและหักล้างกันเอง คือดอกเบี้ยที่ช่วยลดเวลา และเงินเฟ้อที่เพิ่มมูลค่าเป้าหมาย ให้ถือว่าผลลัพธ์เป็นค่าขั้นต่ำ ทบทวนยอดเป้าหมายปีละครั้ง และสำหรับเป้าหมายระยะยาว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่เครื่องมือคำนวณไม่สามารถตอบแทนได้
ปัจจัย 4 ประการที่ส่งผลต่อระยะเวลา
เงินออมและที่มาของเงิน: นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ตารางอ้างอิงแสดงให้เห็นว่าส่วนต่างระหว่างการออมเดือนละ $200 กับ $300 สำหรับเป้าหมาย $5,000 คือ 8 เดือน คำถามคือเงิน $100 ที่เพิ่มมาจะมาจากไหน วิธีที่น่าเชื่อถือที่สุดคือการปรับนิสัยการใช้จ่ายรายวัน ตารางของเครื่องมือคำนวณแสดงให้เห็นว่า: การลดค่าใช้จ่าย $3 ต่อวัน เท่ากับ $90 ต่อเดือน, $5 เท่ากับ $150, $8 เท่ากับ $240 การปรับเปลี่ยนนิสัยเหล่านี้ไม่ใช่การเสียสละที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายเดิมมาเป็นเงินออม วิธีหยุดการซื้อของตามอารมณ์ จะช่วยให้คุณเห็นค่าใช้จ่ายที่มักจะขวางทางเงินออมของคุณ
เงินก้อน: เช่น เงินคืนภาษี โบนัส หรือการขายของ สิ่งนี้จะช่วยลดจำนวนเงินที่ต้องออมลงโดยตรง และสำหรับเป้าหมายระยะยาวอาจช่วยลดเวลาได้หลายเดือน ข้อผิดพลาดคือการวางแผนโดยคาดหวังเงินก้อนที่ยังมาไม่ถึง วิธีที่ถูกต้องคือให้คำนวณใหม่ในวันที่ได้รับเงินนั้นจริง
การขาดออมในบางเดือน: จะทำให้ระยะเวลาขยับออกไปหนึ่งเดือน ให้คำนวณใหม่ด้วยยอดเงินที่เหลืออยู่แล้วทำต่อ แผนที่ยั่งยืนคือแผนที่ยอมรับการขาดออมได้โดยไม่มีบทลงโทษ ส่วนแผนที่บังคับให้ต้องออมทบมักจะจบลงด้วยความล้มเหลว
ยอดเป้าหมาย: หากเป้าหมายมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่คาดไว้ เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกัน หรือค่าเช่าเดือนแรกที่ลืมคำนวณ จะทำให้ระยะเวลาขยับออกไปเหมือนกับการลดเงินออมรายเดือน ให้ใช้ตัวเลขที่แท้จริงตั้งแต่ต้น และทบทวนเป้าหมายทุกปีสำหรับแผนระยะยาว
การเลือกจำนวนเงินออมที่ยั่งยืน
ความล้มเหลวที่พบบ่อยที่สุดคือการตั้งเป้าเงินออมที่ทำได้เฉพาะในเดือนที่ดีเท่านั้น เครื่องมือคำนวณจะแสดงวันที่ที่ไม่มีวันมาถึง และเป้าหมายจะกลายเป็นแหล่งของความรู้สึกผิดแทนที่จะเป็นแผนการเงิน บททดสอบที่ดีคือถามตัวเองว่าในเดือนที่มีค่าซ่อมรถ คุณยังสามารถออมเงินจำนวนนี้ได้หรือไม่ หากไม่ได้ ให้ลดจำนวนเงินลงจนกว่าจะทำได้ แล้วยอมรับระยะเวลาที่นานขึ้นนั้นว่าเป็นต้นทุนที่แท้จริง
มีสองแหล่งข้อมูลสำหรับตัวเลขเริ่มต้น เครื่องมือคำนวณงบประมาณ 50/30/20 จะให้สัดส่วน 20% ของรายได้หลังหักภาษีสำหรับเงินออมและชำระหนี้ ซึ่งเป็นเพดานสำหรับคนส่วนใหญ่ ส่วน เครื่องมือคำนวณค่าใช้จ่ายรายวัน จะแสดงให้เห็นว่าคุณมีเงินเหลือใช้เท่าไหร่หลังจากหักค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว เงินที่เหลือจากส่วนนี้คือเงินออมที่ทำได้จริง คนส่วนใหญ่มักพบตัวเลขที่รู้สึกว่าทำได้ง่ายเกินไป ซึ่งนั่นคือความรู้สึกที่ถูกต้อง เครื่องมือคำนวณจะเปลี่ยนตัวเลขนั้นเป็นวันที่ และวันที่นั้นมักจะใกล้กว่าที่คุณคิดไว้
เฝ้าดูความสำเร็จ
สูตรการคำนวณคือแผนการ ยอดเงินในบัญชีคือหลักฐาน และการเห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นคือสิ่งที่ช่วยให้คุณออมเงินต่อเนื่องได้นาน 18 เดือน
ใน Cash Book บัญชีออมทรัพย์ใน บัญชี จะมีสมดุลของตัวเอง แยกจากเงินสดและบัตร และรับเงินโอนรายเดือนเป็นรายการบันทึก หน้าจอแสดงยอดรวมทรัพย์สินสุทธิ และบรรทัดของบัญชีออมทรัพย์จะแสดงแถบความคืบหน้าของเป้าหมาย ไม่มีฟีเจอร์เป้าหมายที่ซับซ้อน แต่มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นตามเงินออมในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่แผนการเงินต้องการจริงๆ หากเงินออมมาจากการปรับนิสัยการใช้จ่าย ให้ใช้ฟีเจอร์งบประมาณใน งบประมาณ กำหนดเพดานการใช้จ่ายให้ต่ำลง เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนนิสัยเป็นแถบความคืบหน้าที่เติมเต็มตามที่คุณเลือก
สรุป
ระยะเวลาถึงเป้าหมายคือยอดเงินที่เหลือหารด้วยเงินออมรายเดือนแล้วปัดเศษขึ้น การเพิ่มเงินออมเป็นสองเท่าจะช่วยลดเวลาลงครึ่งหนึ่ง ดอกเบี้ยมีผลเพียงเล็กน้อยและสามารถละไว้ได้สำหรับเป้าหมายไม่เกินสองปี วันที่ถึงเป้าหมายจะขยับเร็วขึ้นเมื่อเปลี่ยนนิสัยการใช้จ่ายมาเป็นเงินออม และแผนจะยั่งยืนเมื่อเป็นจำนวนเงินที่คุณทำได้แม้ในเดือนที่ยากลำบาก ตั้งเป้าหมาย ใช้ เครื่องมือคำนวณ แล้วปล่อยให้ยอดเงินในบัญชีเป็นตัวบอกความสำเร็จ สำหรับเป้าหมายที่เล็กและพบบ่อยที่สุด วิธีออมเงิน $1,000 ใน 3 เดือน คือสูตรเดียวกันในระดับที่คนส่วนใหญ่เริ่มต้น
ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ
คำถามที่พบบ่อย
ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการออมเงินให้ได้ $5,000?
หากออมเดือนละ $200 จะใช้เวลา 25 เดือน, เดือนละ $300 ใช้เวลา 17 เดือน และเดือนละ $500 ใช้เวลา 10 เดือน สูตรคือ $5,000 หารด้วยจำนวนเงินรายเดือนแล้วปัดเศษขึ้น โดยไม่ต้องหักดอกเบี้ยเพราะในช่วงเวลาดังกล่าว ดอกเบี้ยมีผลเพียงไม่กี่สัปดาห์ หากมีเงินออมอยู่แล้วให้นำมาหักออกจาก $5,000 ก่อนเริ่มหาร
ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการออมเงินให้ได้ $10,000?
หากออมเดือนละ $250 จะใช้เวลา 40 เดือน หรือประมาณ 3 ปีเศษ, เดือนละ $500 ใช้เวลา 20 เดือน และเดือนละ $800 ใช้เวลา 13 เดือน สำหรับเป้าหมายระยะยาวเช่นนี้ ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อเริ่มมีผลบ้าง ให้ถือว่าผลลัพธ์นี้เป็นค่าขั้นต่ำและควรทบทวนยอดเป้าหมายทุกปี
ควรนำดอกเบี้ยมาคำนวณระยะเวลาออมเงินด้วยหรือไม่?
สำหรับเป้าหมายที่ใช้เวลาไม่เกินสองปี ไม่จำเป็น เพราะส่วนต่างมีเพียงไม่กี่สัปดาห์ การใส่ดอกเบี้ยจะทำให้แผนดูแม่นยำเกินจริง สำหรับเป้าหมายระยะยาว ดอกเบี้ยจะช่วยลดเวลาในขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มเป้าหมาย ซึ่งทั้งสองอย่างมักจะหักล้างกันเอง เครื่องมือคำนวณในเว็บไซต์นี้จึงจงใจไม่นำดอกเบี้ยมาคิด หากได้รับดอกเบี้ยจริงถือเป็นกำไรที่ทำให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้น
วิธีที่เร็วที่สุดในการลดระยะเวลาออมเงินคืออะไร?
คือการเพิ่มเงินออมรายเดือน ซึ่งวิธีที่ได้ผลที่สุดคือการเปลี่ยนนิสัยการใช้จ่ายรายวันมาเป็นเงินออม เช่น การลดค่าใช้จ่าย $5 ต่อวัน จะเท่ากับ $150 ต่อเดือน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากสำหรับเงินออมส่วนใหญ่ รองลงมาคือการยกเลิกค่าสมาชิกที่ไม่จำเป็น หรือการนำเงินก้อน เช่น เงินคืนภาษี มาหักออกจากยอดเงินที่ต้องออมแทนการลดเงินออมรายเดือน
ถ้าเดือนไหนออมไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น?
ระยะเวลาจะขยับออกไปหนึ่งเดือน ให้คำนวณใหม่ด้วยยอดเงินที่เหลืออยู่แทนการพยายามออมทบในเดือนถัดไป แผนการเงินที่ดีควรยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับการขาดออมเป็นครั้งคราวได้ ส่วนแผนที่บังคับให้ต้องออมทบมักจะล้มเหลวในที่สุด
จะรู้ได้อย่างไรว่าเงินออมรายเดือนที่ตั้งไว้เหมาะสมหรือไม่?
ลองถามตัวเองว่าในเดือนที่มีค่าซ่อมรถกะทันหัน คุณยังสามารถออมเงินจำนวนนี้ได้หรือไม่ หากคำตอบคือไม่ ให้ลดจำนวนเงินลงจนกว่าจะตอบว่าได้ แล้วยอมรับระยะเวลาที่นานขึ้นนั้นว่าเป็นต้นทุนที่แท้จริง การออมเงินต่อเนื่องได้ 18 เดือนดีกว่าการออมเงินจำนวนมากแต่ทำได้เพียง 4 เดือน การแบ่งเงินตามสูตร 50/30/20 โดยเริ่มจาก 20% ของรายได้หลังหักภาษี แล้วปรับลดลงตามความเหมาะสมคือจุดเริ่มต้นที่ดี
อ้างอิงจาก
ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ