No-spend challenge คืออะไร? วิธีงดใช้จ่ายเพื่อปรับนิสัยการเงิน | Cash Book
คำตอบแบบรวดเร็ว
No-spend challenge คือการกำหนดช่วงเวลา เช่น สุดสัปดาห์ 7 วัน หรือ 1 เดือน ที่คุณจะงดซื้อของทุกอย่างยกเว้นรายการจำเป็นที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เช่น ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่ายา โดยงดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทั้งหมด เช่น อาหารเดลิเวอรี เสื้อผ้า หรือกาแฟนอกบ้าน เป้าหมายไม่ใช่แค่เงินที่ประหยัดได้ในเดือนนั้น แต่คือการบันทึกเพื่อให้เห็นว่าการใช้จ่ายใดเป็นเพียงนิสัยที่ทำตามความเคยชิน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเดือนถัดไป
No-spend challenge คือช่วงเวลาที่คุณงดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น คุณเพียงแค่เขียนรายการสิ่งของที่ยังคงต้องจ่าย เช่น ค่าเช่า ค่าบิลต่างๆ ค่าวัตถุดิบทำอาหาร ค่าเดินทาง และค่ายา จากนั้นในช่วงสุดสัปดาห์ หนึ่งสัปดาห์ หรือหนึ่งเดือน คุณจะไม่ซื้ออย่างอื่นเลย นี่ไม่ใช่แผนการออมเงิน แต่เป็นการทดลองเพื่อดูว่าการใช้จ่ายปกติรายการใดที่คุณไม่ได้รู้สึกขาดแคลนจริงๆ หากไม่ได้ซื้อ
วิธีการทำงาน
เลือกช่วงเวลา เขียนกฎ บอกคนที่ใช้เงินร่วมกับคุณ และเริ่มในวันที่คุณเลือกเองแทนที่จะเริ่มในวันที่รู้สึกผิด ในระหว่างที่ทำ challenge ค่าใช้จ่ายจำเป็นยังคงดำเนินไปตามปกติ แต่ให้หยุดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่น อาหารเดลิเวอรีและร้านอาหาร กาแฟนอกบ้าน เสื้อผ้า การสั่งของออนไลน์ ความบันเทิง การซื้อแอป และของจุกจิกหน้าเคาน์เตอร์ สำหรับค่าสมาชิกที่ถึงกำหนดต่ออายุ ให้ตัดสินใจเป็นกรณีไป หลายคนเลือกที่จะปล่อยให้ต่ออายุไปก่อนแล้วจดบันทึกไว้เพื่อพิจารณายกเลิกในภายหลัง
ตัวอย่างการคำนวณ: ครัวเรือนหนึ่งมีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเฉลี่ย 3 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ $650 ต่อเดือน แบ่งเป็นค่าอาหารนอกบ้าน $290, กาแฟ $85, เสื้อผ้า $110, ความบันเทิงและสตรีมมิ่ง $105 และอื่นๆ $60 พวกเขาทำ challenge 30 วันในเดือนตุลาคม ค่าวัตถุดิบทำอาหารเพิ่มจาก $430 เป็น $520 เนื่องจากต้องทำอาหารเอง ค่าอาหารนอกบ้านลดลงเหลือ $40 สำหรับงานวันเกิดที่วางแผนไว้ล่วงหน้า ค่ากาแฟ เสื้อผ้า และอื่นๆ กลายเป็นศูนย์ ค่าความบันเทิงลดลงเหลือ $45 ซึ่งเป็นค่าสตรีมมิ่งที่ไม่ได้ยกเลิก ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในเดือนนั้นจึงเหลือเพียง $85 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยเดิมที่ $565 หักลบค่าวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น $90 ทำให้ประหยัดได้ประมาณ $475
ผลลัพธ์ที่มีประโยชน์กว่าคือรายการที่ได้มา พวกเขาพบว่าไม่ได้รู้สึกขาดกาแฟนอกบ้านและเปลี่ยนมาทำเองที่บ้าน พวกเขาพบว่าคิดถึงร้านอาหารจึงตัดสินใจตั้งงบไว้ที่ $150 ต่อเดือนแทนที่จะเป็น $290 และพบว่ามีบริการสตรีมมิ่งสองรายการที่ไม่ได้เปิดดูเลยในหลายสัปดาห์จึงยกเลิกทั้งคู่ challenge นี้ช่วยประหยัดเงินได้ $475 ในครั้งเดียว แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช่วยให้ประหยัดได้ประมาณ $190 ต่อเดือนหลังจากนั้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการทำอย่างเคร่งครัดหนึ่งเดือนแล้วกลับมาใช้จ่ายชดเชยจนหมด วิธีป้องกันคือให้มองว่า challenge เป็นการสังเกตพฤติกรรมมากกว่าการลงโทษ และตั้งงบประมาณที่สมเหตุสมผลสำหรับเดือนถัดไปแทนที่จะพยายามทำ challenge ต่อไปเรื่อยๆ
ทำไมถึงสำคัญต่อการบันทึกของคุณ
No-spend challenge จะได้ผลก็ต่อเมื่อมีการบันทึกทุกรายการที่จ่ายไป รวมถึงรายการที่เผลอซื้อด้วย มิฉะนั้นเดือนนั้นจะจบลงด้วยความรู้สึกแทนที่จะเป็นตัวเลข การบันทึกที่รวดเร็วช่วยให้ข้อมูลครบถ้วน: ใช้ บันทึกเสียง สำหรับมื้อค่ำวันเกิด, ถ่ายรูปใบเสร็จสำหรับค่าวัตถุดิบ, และใช้ปุ่มกดสำหรับรายการอื่นๆ หน้าจอหลักที่ตั้งค่าเป็นช่วง 1 เดือน จะแสดงยอดใช้จ่ายรวมเป็นเส้นกราฟ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่ากราฟแบนราบลงในช่วงที่ทำ challenge
ก่อนเริ่ม challenge การบันทึกจะช่วยสร้างฐานข้อมูลเดิม การค้นหาด้วยตัวกรองช่วงเวลา หรือดูแท็บค่าใช้จ่ายของเดือนก่อนหน้า จะทำให้เห็นค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่ใช้เป็นเกณฑ์วัด ในระหว่างทำ challenge การตั้ง งบประมาณ รายหมวดให้เป็นศูนย์หรือใกล้เคียงศูนย์ จะทำให้ทุกรายการที่เผลอซื้อกลายเป็นแถบสีแดงที่คุณสังเกตเห็นได้ทันที หลังจากจบ challenge ข้อมูลเชิงลึก จะแสดงให้เห็นว่าหมวดหมู่ใดมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ซึ่งก็คือรายการนิสัยที่ challenge นี้เปิดเผยออกมา และเดือนถัดไปจะแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถรักษางบประมาณใหม่ได้หรือไม่
กิจกรรมนี้เข้ากันได้ดีกับคู่มือ วิธีหยุดการซื้อของตามอารมณ์ ซึ่งครอบคลุมถึงนิสัยที่ช่วยให้การปรับเปลี่ยนหลังจบ challenge คงอยู่ต่อไป และ เครื่องคำนวณการซื้อของเล็กน้อย สำหรับการคำนวณยอดรวมรายปีของแต่ละนิสัยที่คุณค้นพบ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่มีกฎที่เป็นลายลักษณ์อักษร: การตัดสินใจหน้างานว่าจะซื้อได้หรือไม่คือจุดที่ทำให้แผนล้มเหลว ให้เขียนรายการของจำเป็นไว้ก่อน
- การตุนของก่อนเริ่ม: การซื้อของจำนวนมากในวันก่อนเริ่มคือการเลื่อนเวลาจ่ายเงิน ไม่ใช่การประหยัดเงิน
- เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่พลาด: ให้บันทึกรายการที่พลาด ระบุเหตุผล และทำต่อ รูปแบบพฤติกรรมคือสิ่งสำคัญที่สุด
- ทำนานเกินไป: การทำ challenge 90 วันมักจบลงด้วยเดือนแห่งการใช้จ่ายชดเชย 30 วันเพียงพอแล้วที่จะเห็นนิสัยการใช้จ่าย
- ไม่ปรับงบประมาณหลังจากนั้น: challenge นี้คือการวินิจฉัย คุณค่าของมันอยู่ที่งบประมาณรายหมวดที่คุณตั้งไว้สำหรับเดือนต่อๆ ไป
No-spend challenge เป็นการตรวจสอบ ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย อย่างรวดเร็วและชัดเจน และสิ่งที่มันเปิดเผยส่วนใหญ่คือ การซื้อของตามอารมณ์ คำศัพท์อื่นๆ สามารถดูได้ใน อภิธานศัพท์
ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ
คำถามที่พบบ่อย
ช่วง No-spend challenge ซื้ออะไรได้บ้าง?
ซื้อได้เฉพาะรายการที่อยู่ในรายการของจำเป็นที่คุณเขียนไว้ก่อนเริ่มเท่านั้น เช่น ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าผ่อนชำระ ค่าวัตถุดิบทำอาหาร ค่าเดินทาง ค่ายา และค่าดูแลบุตร บางคนอาจอนุญาตให้มีกิจกรรมทางสังคมได้หนึ่งครั้งหรือกำหนดงบรายสัปดาห์ไว้ กฎไม่ได้สำคัญเท่ากับการเขียนมันออกมาให้ชัดเจน เพราะการตัดสินใจหน้างานมักจะทำให้แผนล้มเหลว
ควรทำ No-spend challenge นานแค่ไหน?
นานพอที่จะขัดจังหวะนิสัยเดิมๆ และสั้นพอที่จะทำจนจบ สุดสัปดาห์เหมาะสำหรับการเริ่มต้น 7 วันช่วยให้เห็นรูปแบบการใช้จ่ายรายวัน ส่วน 30 วันเป็นเวอร์ชันมาตรฐานที่ช่วยให้เห็นภาพรวมรายสัปดาห์ การทำนานเกินหนึ่งเดือนมักนำไปสู่การใช้จ่ายชดเชยจำนวนมากหลังจากนั้น ซึ่งจะทำให้เงินที่ประหยัดมาสูญเปล่า
การทำ No-spend challenge ช่วยประหยัดเงินได้เท่าไหร่?
ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของคุณ หากครัวเรือนหนึ่งใช้จ่ายกับค่าอาหารนอกบ้าน กาแฟ เสื้อผ้า และความบันเทิงเดือนละ $650 คุณจะประหยัดส่วนนี้ได้เกือบทั้งหมด (หักลบกับค่าวัตถุดิบทำอาหารที่เพิ่มขึ้น) ผลลัพธ์ทั่วไปคือการประหยัดได้หลายร้อยดอลลาร์ พร้อมกับรายการสมาชิกหรือนิสัยการใช้จ่ายที่คุณสามารถตัดทิ้งได้อย่างถาวร
ถ้าเผลอซื้อของระหว่างทำ challenge จะทำอย่างไร?
ให้บันทึกรายการนั้นแล้วทำต่อ การซื้อของหนึ่งครั้งไม่ได้ทำให้ challenge จบลง แต่การเลิกบันทึกต่างหากที่ทำให้จบ การเผลอซื้อคือข้อมูลที่มีประโยชน์ เพราะการรู้ว่าคุณซื้ออะไร เมื่อไหร่ และทำไม คือรูปแบบพฤติกรรมที่ challenge นี้ต้องการเปิดเผย การเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่พลาดจะเปลี่ยนการเรียนรู้ให้กลายเป็นการลงโทษตัวเอง
No-spend challenge ได้ผลในระยะยาวไหม?
หากทำเพียงครั้งเดียว คำตอบคือไม่ เพราะการใช้จ่ายจะกลับมาเป็นปกติเมื่อจบเดือน แต่หากทำเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม คำตอบคือใช่ คุณค่าที่แท้จริงคือรายการสิ่งของที่คุณพบว่าไม่ได้จำเป็นต้องซื้อ ซึ่งจะกลายเป็นรายการที่คุณนำไปตั้งงบประมาณให้ต่ำลง รวมถึงบริการสมาชิกที่คุณพบว่าไม่ได้ใช้งาน ให้ทำซ้ำปีละ 1-2 ครั้งแทนที่จะทำตลอดไป
อ้างอิงจาก
ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ